MBTI ไม่ได้มีไว้แค่เข้าใจตัวเอง แต่ยังช่วยวิเคราะห์ทีมและพัฒนาองค์กรได้
เมื่อพูดถึง MBTI หลายคนมักนึกถึงการ “หาไทป์” ว่าฉันเป็นไทป์อะไร เธอเป็นไทป์อะไร เพื่อทำความเข้าใจกับความแตกต่างในวิธีการคิด สไตล์การทำงาน และสไตล์การสื่อสาร การใช้ MBTI ในระดับบุคคลนี้ หากพูดถึงบริบทของการทำงาน แน่นอนว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยให้แต่ละคนทำงานร่วมกับความแตกต่างได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบก็คือ เราสามารถใช้ MBTI เพื่อการพัฒนาในระดับทีมและองค์กรได้ด้วย วันนี้เราจะมาพูดถึงการนำเครื่องมือตัวนี้ไปใช้วิเคราะห์ทีม ลักษณะงานของทีม และพฤติกรรมพึงประสงค์ขององค์กร เพื่อออกแบบการพัฒนาทีม และ สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นระบบกันค่ะ
-
วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของทีม
เมื่อเราทราบไทป์ของแต่ละคนในทีมผ่านการทำแบบประเมินและกิจกรรมเสริมความเข้าใจแล้ว เราสามารถทำสิ่งที่เรียกว่า Team Type Analysis หรือ การวิเคราะห์ภาพรวมของทีม ในกระบวนการนี้ เราจะทำการหาสไตล์การทำงานของทีม รวมไปถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของทีมผ่านการคำนวณความพึงใจ หรือ Preference เด่นของทีม (นับความพึงใจที่มีมากที่สุด)
ยกตัวอย่างเช่น หากสมาชิกส่วนใหญ่มีความพึงใจประเภท ISTJ (Introversion, Sensing, Thinking, และ Judging) กล่าวคือมี I มากกว่า E – S มากกว่า N – T มากกว่า F และ J มากกว่า P เราสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของทีมได้ว่า
- สไตล์การทำงานของทีม:
- สื่อสารผ่านการเขียนเป็นส่วนใหญ่
- เน้นการปฏิบัติได้จริง
- ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย ระบบ และการวางแผนอย่างละเอียด
- จุดแข็งของทีม:
- มีแนวโน้มเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (รู้ลึกในงานของตน) โฟกัสในหน้าที่ของตนเองและมีความรับผิดชอบสูง
- ใส่ใจรายละเอียดและขั้นตอนการทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องด้วยความรอบคอบ
- มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ระวังเรื่องความผิดพลาด ตัดสินใจได้เด็ดขาดและคำนึงถึงเป้าหมายขององค์กร
- มีความเป็นระบบระเบียบในการทำงาน รักษาธรรมเนียมปฏิบัติ กิจวัตร และกฎกติกาขององค์กรได้ดี
- จุดอ่อนของทีม:
- อาจมีปัญหาการสื่อสาร อาจทำงานแบบแยกส่วน (Silo)
- อาจขาดมุมมองด้านนวัตกรรม ละเลยความเป็นไปได้ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสใหม่ๆ
- อาจมองไม่เห็นภาพรวม ขาดการคิดเชิงกลยุทธ์ และการวางวิสัยทัศน์ระยะยาว
- อาจใช้เวลามากเกินไปกับการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ยึดติดกับขั้นตอนและประสบการณ์มากเกินไป ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ภาพรวมของทีมสามารถช่วยให้เราเห็นรูปแบบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่ของคนในทีม มองเห็นว่าทีมของเรามีจุดแข็งอะไร และมีด้านมุมไหนที่มักจะละเลยหรือมองข้าม และควรพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
วิเคราะห์ความเหมาะสมของทีมกับลักษณะงาน
นอกจากการวิเคราะห์ภาพรวมของทีมแล้ว เราสามารถวิเคราะห์ไทป์ของลักษณะงานร่วมด้วยได้ เช่น
- ตามฟังก์ชันงานของบัญชีบริษัทเรา เราจำเป็นต้องใช้ทักษะ Introversion, Sensing, Thinking, และ Judging เพราะโดยเนื้องานต้องใช้การโฟกัสอยู่กับงานด้วยตนเองคนเดียวเป็นหลัก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ความละเอียด การคิดเชิงตัวเลขอย่างเป็นระบบ การวางแผนความเสี่ยง และการทำงานตามมาตรฐานด้วยความสม่ำเสมอ
- ตามฟังก์ชันงานแผนก Marketing ของเรา เราจำเป็นต้องใช้ทักษะ Extraversion, Sensing, iNtuition, Feeling, และ Perceiving เพราะโดยเนื้องานต้องอาศัยการตั้งคำถาม การเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเท่าทันเทรนด์ตลาด การทดลองและตั้งสมมติฐาน ความคิดสร้างสรรค์ การมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ การเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภค และการปรับตัวอย่างรวดเร็วและรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย
แต่ละหน้าที่ในองค์กรต้องการมีลักษณะเนื้องานที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเซ็ตพฤติกรรมที่คาดหวังจากคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปด้วย เมื่อเราวิเคราะห์ทั้ง “ไทป์ภาพรวมของทีม” และ “ไทป์ของลักษณะของงาน” ควบคู่กัน จะทำให้เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่ทีมมีอยู่กับสิ่งที่งานต้องการ
ช่องว่างนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนคนหรือรับเฉพาะคนบางไทป์เข้ามาทำงาน แต่ช่วยให้เรารู้ว่าควรพัฒนาทักษะหรือวิธีการทำงานด้านใดเพิ่มเติม เพื่อให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
วิเคราะห์พฤติกรรมพึงประสงค์ขององค์กร
อีกหนึ่งการประยุกต์ใช้ MBTI ที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย คือการวิเคราะห์พฤติกรรมที่องค์กรคาดหวังให้บุคลากรของตนมีหรือพึงปฏิบัติ การวิเคราะห์ลักษณะนี้มักต้องอาศัยการมองเห็นภาพรวมของวัฒนธรรมองค์กร ว่าเราต้องการจะสร้างภาพจำให้คนนอกอย่างไร เราต้องการให้คนของเรายึดถือค่านิยมใดร่วมกัน และการจะไปให้ถึงเป้าหมาย พันธกิจ และวิสัยทัศน์ต้องส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมใดในองค์กรบ้าง
การขบคิดในเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์กับทีมผู้บริหารด้านการกลับมาทบทวนทิศทางของบริษัท กลับมาตรวจสอบความสอดคล้องของวิสัยทัศน์และภาพเป้าหมายที่มีอยู่ในใจร่วมกัน รวมไปถึงกลับมาสำรวจว่าตนประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆ ในบริษัทเห็นภาพวัฒนธรรมเดียวกันหรือไม่แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารทิศทางกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย และที่สำคัญ การใช้ไทป์ในการวิเคราะห์วัฒนธรรมนี้ ยังช่วยเรื่องการกำหนดกรอบการตัดสินใจระหว่างฟังก์ชันการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัท ช่วยให้พนักงานไม่เครียดกับการต้องคาดเดาทิศทางของผู้บริหาร และช่วยให้ทุกคนรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรให้สอดคล้องกับแบรนด์ของบริษัทด้วย
เพราะฉะนั้น โดยสรุป เราสามารถใช้ MBTI ในการช่วยให้ผู้นำเข้าใจว่า เรากำลังพยายามสร้างวัฒนธรรมอะไรอยู่ และคนของเรา รวมทั้งตัวเรา กำลังประพฤติตนสอดคล้องไปกับวัฒนธรรมที่เราต้องการส่งเสริมหรือไม่ ถ้าไม่ เราจำเป็นต้องออกแบบการเรียนรู้หรือส่งเสริมพฤติกรรมใดเพิ่มเติมให้สิ่งที่ทุกคนเป็นส่งเสริมภาพลักษณ์และทิศทางขององค์กรได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เกิดจากคำที่ติดอยู่บนผนัง แต่เกิดจากพฤติกรรมที่ทุกคนแสดงออกซ้ำ ๆ ในทุกวัน
-
สร้างภาษาเดียวกันในการทำงานร่วมกัน
จะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้ MBTI ในการสร้าง “ภาษากลาง” ให้คนในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ภาพรวมของทีม ลักษณะงาน และวัฒนธรรมองค์กรได้ ซึ่งในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์ ทุกคนก็จะมองเห็นว่าเราจำเป็นต้องลดละ ส่งเสริม หรือพัฒนาทักษะความสามารถใดขึ้นมาให้เป็นประโยชน์ทั้งกับตน ทีม ฟังก์ชันงาน และภาพรวมขององค์กร ดังนั้น “MBTI ไม่ได้มีไว้แค่เข้าใจตัวเอง แต่ยังช่วยวิเคราะห์ทีมและหาช่องว่างในการพัฒนาองค์กรได้” การเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองและเพื่อนร่วมงานผ่านเครื่องมือ MBTI จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะหากต้องการใช้ศักยภาพของเครื่องมือนี้อย่างเต็มที่ เราต้องต่อยอดไปให้ถึงการมองเห็นจุดแข็งและความท้าทายของแต่ละทีม มองเห็นว่าทุกภาคส่วน เวลาทำงานและมองเป้าหมาย เรากำลังมีมุมมองที่สอดคล้องกันหรือไม่ และมองเห็นว่าพฤติกรรมใดคือพฤติกรรมที่ควรมีในทีม ในฟังก์ชันการทำงาน และในองค์กร การมีความเข้าใจร่วมกันนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนรู้สึกภูมิใจในการร่วมสร้าง และนำไปสู่การร่วมเดินทางไปในทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน ‘ด้วยกัน’ ในระยะยาวอย่างแท้จริง





