เมื่อทีมเก่ง แต่ยังทำงานไม่เข้ากัน: ปัญหาที่องค์กรไม่ควรมองข้าม
ในโลกปัจจุบันที่ธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในทีมเป็นข้อได้เปรียบสำคัญขององค์กร หลายองค์กรจึงเน้นลงทุนไปกับการพัฒนาความรู้ ทักษะความสามารถ และความเชี่ยวชาญของคนในทีม โดยมุ่งหวังให้คนในทีมที่ “เก่งมากพอ” ช่วยนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการและช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การรอดของธุรกิจในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม มีหลายครั้ง ที่การลงทุนกับบุคลากรไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ เพราะ “คนเก่ง” ทำงานร่วมกันไม่ได้ ทักษะความสามารถของพวกเขาไม่ได้มาพร้อมกับการการันตีคุณภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีม ส่งผลให้หลายทีมติดอยู่กับปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพเดิมๆ ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การประชุมที่ยืดเยื้อ ความเห็นที่หาข้อสรุปไม่ได้ ความไม่เข้าใจในสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันมากเกินไป หรือความขัดแย้งจากมุมมองที่ไม่ลงรอยกัน
ปัญหาการทำงานแบบเข้ากันไม่ได้นี้ เป็นสิ่งที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะยิ่งคนเก่งของเรามีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของตัวเองมากเท่าไร ความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างในการมองปัญหา การให้ความสำคัญกับส่วนต่างๆ ของปัญหา และการเลือกวิธีการจัดการกับปัญหาก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และการจะพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้นั้น ไม่สามารถอาศัยเพียง “ความเก่ง” ในเรื่องงานของคนในทีมเพียงอย่างเดียวได้ ความสำเร็จจะเกิดเมื่อทีมสามารถคิด ตัดสินใจ และแก้ปัญหาร่วมกัน ผ่านการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของกันและกัน และทำมันด้วยความฉลาดทางอารมณ์ต่างหาก
ปัญหาเดียวกัน แต่เราอาจไม่ได้กำลังเห็นภาพเดียวกัน
เวลามองภาพจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จ คนหนึ่งอาจสังเกตด้วยมุมมองของการดูสี อีกคนหนึ่งอาจสังเกตด้วยรูปทรง บางคนอาจเน้นใช้ลวดลายเป็นตัวช่วย ในขณะที่อีกคนอาจลองพยายามใช้วิธีเดาว่าภาพสุดท้ายจะเป็นอะไร แน่นอนว่าไม่มีใครผิด แต่ก็ไม่มีใครเห็นภาพทั้งหมดเช่นกัน ทั้งๆที่เรากำลังพยายามต่อภาพเดียวกัน
การแก้ปัญหาในองค์กรก็ไม่ต่างกัน เวลาทีมถกเถียงกัน เรามักคิดว่าทุกคนกำลังมองปัญหาเดียวกัน เพียงแต่มีความคิดเห็นต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละคนอาจกำลังมองเห็น “คนละส่วน” ของปัญหาตั้งแต่ต้น และตั้งใจจะใช้ “คนละวิธีการ” ในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งระหว่างคนในทีมที่นำไปสู่การไม่อยากทำงานร่วมกันจึงมักไม่ได้เกิดจากการที่ใครคนใดคนหนึ่งมีมุมมองที่ผิด แต่อยู่ที่การเชื่อว่าชิ้นส่วนของความจริงที่เราหยิบขึ้นมาเป็นสิ่งที่อธิบายภาพของปัญหาทั้งหมดต่างหาก และยิ่งแต่ละฝ่ายมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเห็นคือ “ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง” หรือนี่คือ “วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง” การพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา ก็จะยิ่งพาเราออกไปจากการประกอบภาพร่วมกัน สู่การแข่งขันกันว่าใครถูกที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีมุมมองหนึ่งเดียวที่สามารถตอบได้ครบว่า เกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร ควรเลือกทางไหน และอะไรคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
MBTI กับการมองคนละภาพและความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
หนึ่งในทฤษฎีที่พูดถึงเรื่องการนำมุมมองที่หลากหลายมาใช้เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็คือ ทฤษฎี Personality Type ของเครื่องมือ MBTI® โดยทฤษฎีเชื่อว่า มนุษย์มีวิธีการคิดที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ เราควรเห็นคุณค่าของความแตกต่างนั้น และนำมันมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตัวเราเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อกลุ่มคนในสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วย ในรายละเอียด ทฤษฎีพูดถึงกระบวนการรับข้อมูลและตัดสินใจว่า
- มนุษย์เรามีวิธีรับข้อมูล 2 แบบด้วยกัน คือ Sensing รับโดยใช้ประสาทสัมผัส และ iNtuition รับโดยใช้ญาณทัศนะหรือการตีความ
- นอกจากนั้น มนุษย์เรามีวิธีตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้มา 2 แบบเช่นกัน คือ Thinking ตัดสินใจโดยเน้นหลักตรรกะและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง และ Feeling ตัดสินใจโดยเน้นหลักคุณค่าและการคำนึงถึงความรู้สึกของคนที่เกี่ยวข้อง
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุที่ทำให้คนในทีมคิดไม่เหมือนกัน แต่ยังเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงต้องการคนที่มองโลกต่างกันในทีมเดียวกันด้วย ซึ่งนั่นก็คือ เพราะแต่ละมุมมองช่วยปิดจุดบอดให้กับอีกมุมหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไปนั่งเอง
- Sensing ช่วยให้ทีมไม่หลุดออกจากข้อเท็จจริงและคำนึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง
- iNtuition ช่วยให้ทีมมองเห็นความหมาย ความเชื่อมโยง และความเป็นไปได้ที่ซ่อนอยู่
- Thinking ช่วยให้ทีมตรวจสอบทางเลือกด้วยเหตุผล หลักการ และผลลัพธ์
- Feeling ช่วยให้ทีมมองเห็นคุณค่า ความต้องการ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่เกี่ยวข้อง
หากคนเก่งในทีมของเราเข้าใจความแตกต่าง เห็นคุณค่าของมุมมองที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้ และรับรู้ว่าหากขาดมุมใดมุมหนึ่ง ภาพที่ใช้ในการคิดและตัดสินใจอันไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการได้มาซึ่งผลลัพธ์และความสำเร็จของงาน เขาจะไม่เป็นเพียงแค่คนที่อยากทำงานเก่ง แต่จะอยากเรียนรู้ที่จะเป็นคนเก่งที่รู้จักปรับตัวเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ และนั่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับองค์กร
มุมมองทั้ง 4 กับการทำงานร่วมกันที่ทำให้เราเก่งขึ้น
การทำงานร่วมกันสำหรับคนเก่ง คือ การรับรู้ว่า ความรู้หรือประสบการณ์ของเราไม่เพียงเป็นจุดแข็ง แต่ยังให้ข้อจำกัดบางอย่างด้วย และเราควรทำงานร่วมกับคนอื่นเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เห็นสิ่งที่อาจมองไม่เห็นผ่านมุมมองของคนอื่นในทีม
มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจกับข้อมูลบางประเภทมากกว่าอีกประเภทหนึ่ง ตีความสถานการณ์ผ่านวิธีคิดที่คุ้นเคย และใช้หลักเกณฑ์บางอย่างในการตัดสินใจซ้ำๆ เป็นแพทเทิร์นเดิมๆ การได้ทำงานร่วมกับคนที่คิดต่างจึงไม่เพียงช่วยให้เราได้ฟังความคิดเห็นอีกแบบหนึ่ง แต่ยังช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีมองปัญหาที่เรามักจะมองข้ามตามธรรมชาติด้วย และเราสามารถนำแนวคิดของทฤษฎี Psychological Type ในเครื่องมือ MBTI® มาปรับใช้ในส่วนนี้ได้ เพื่อขยายกรอบและกระบวนคิดของตัวเองให้กว้างและรอบด้านมากขึ้น
มุมมองแบบ Sensing (S): ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่อาจมองข้ามไปเพราะรีบตีความ
สำหรับคนที่เก่งในเรื่องการมองภาพรวม การอ่านความหมายซ่อน หรือการคาดเดาความเป็นไปได้ พวกเขาอาจมองข้ามการตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดสำคัญๆ ที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา
หากเรารับฟังและเปิดใจทำงานร่วมกับคนที่มีมุมมองแบบ Sensing เราจะได้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามดังต่อไปนี้…
- มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจริงบ้าง?
- ใครคือคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร?
- ข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริง และข้อมูลใดเป็นเพียงการตีความ?
- ยังมีข้อมูลหรือหลักฐานอะไรที่ควรรวบรวมเพิ่มเติมอีกบ้าง?
ใจความสำคัญ: มุมมองแบบ Sensing ช่วยให้ทีมคิดบนพื้นฐานของความเป็นจริง คำนึงถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นก่อนด่วนสรุปด้วยข้อมูลที่ไม่มากพอ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยลดเวลาที่อาจเสียไปกับการคิดผิดประเด็นหรือตีความผิดพลาดได้ด้วย
มุมมองแบบ iNtuition (N): ช่วยให้เราเห็นมากกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ในทางกลับกัน คนที่เก่งเรื่องการจัดการกับข้อเท็จจริง รายละเอียด และคิดอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็มักมองข้ามการตีความข้อมูลเพื่อหาความหมายซ่อน อ่านความเชื่อมโยง และคำนึงถึงความเป็นไปได้อื่นที่ยังไม่เคยนึกถึง
หากเรารับฟังและเปิดใจทำงานร่วมกับคนที่มีมุมมองแบบ iNtuition เราจะได้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามดังต่อไปนี้…
- ข้อเท็จจริงเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เราเห็นหรือเข้าใจอะไร?
- มีรูปแบบ (Pattern) หรือความเชื่อมโยงอะไรที่เรายังไม่เห็นจากข้อมูลที่ได้มาอีกบ้าง?
- ปัญหานี้อาจมีที่มาที่ไปที่ซับซ้อนกว่าสิ่งที่เราเห็นหรือไม่?
- ยังมีทางเลือกหรือความเป็นไปได้อื่นอีกหรือเปล่า?
ใจความสำคัญ: มุมมองแบบ Intuition ช่วยให้ทีมฝึกคิดนอกกรอบ มองหาความหมาย คำนึงถึงภาพรวม และความเป็นไปได้ที่กว้างกว่าเดิม ซึ่งสามารถช่วยให้เราเห็นปัญหาในภาพใหญ่ เห็นความเชื่อมโยงสำคัญๆ และพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากขึ้น
มุมมองแบบ Thinking (T): ช่วยให้เราท้าทายความคิดของตัวเองด้วยเหตุผล
สำหรับคนที่เก่งในเรื่องการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและคำนึงถึงความต้องการอันแตกต่างของคนที่เกี่ยวข้อง การตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเชื่อ ตรวจสอบเหตุผล เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และมองผลลัพธ์/ ผลกระทบอย่างเป็นระบบมักเป็นสิ่งที่พวกเขามองข้าม
หากเรารับฟังและเปิดใจทำงานร่วมกับคนที่มีมุมมองแบบ Thinking เราจะได้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามดังต่อไปนี้…
- แต่ละทางเลือกมีข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง และผลกระทบในภาพรวมอย่างไร?
- เรากำลังใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ เกณฑ์นี้คำถึงหลักการ ตรรกะ และเป็นระบบที่มีมาตรฐานหรือไม่?
- ทางเลือกนี้ตอบเป้าหมายขององค์กรจริงหรือไม่?
- หากต้องอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจนี้ เราจะอธิบายอย่างไร?
ใจความสำคัญ: มุมมองแบบ Thinking ช่วยให้คนในทีมคิดคำนึงถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้เรียนรู้ที่จะตรวจสอบหลักการและเหตุผลในกระบวนการคิดของตัวเอง ซื่อสัตย์กับจุดยืนของตัวเอง รู้จักให้และรับฟีดแบ็คโดยไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาและช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานของทีมให้ดียิ่งขึ้น
มุมมองแบบ Feeling (F): ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เหตุผลเพียงอย่างเดียวอาจมองไม่เห็น
ในทางตรงกันข้าม คนที่เก่งในเรื่องการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผล เป็นระบบ มีหลักการ และมีประสิทธิภาพ ก็มักจะมองข้ามเรื่องของคุณค่า ความหมาย ความต้องการ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคนที่เกี่ยวข้อง
หากเรารับฟังและเปิดใจทำงานร่วมกับคนที่มีมุมมองแบบ Feelingเราจะได้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามดังต่อไปนี้…
- ใครได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนี้บ้าง?
- อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับแต่ละฝ่าย?
- มีเสียงของใครที่เรายังไม่ได้ฟังอีกบ้าง?
- การตัดสินใจนี้สอดคล้องกับคุณค่าที่องค์กรต้องการยึดถือหรือไม่?
- ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใคร และเราสามารถทำให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายได้หรือไม่?
ใจความสำคัญ: มุมมองแบบ Feeling ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะนำมิติของ ‘คน’ และคุณค่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการคิดและตัดสินใจ ซึ่งทำให้ระบบหลักการ หรือวิธีแก้ปัญหามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เหมาะสมกับคนของเรามากขึ้น เป็นการให้เกียรติและซื้อใจบุคลากรและคนที่เกี่ยวข้องในระยะยาว รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เป็นผลพลอยได้จากการป่วยใจ หมดไฟ หมดกำลังใจ และลาออกของพนักงาน
การทำงาน ‘เข้ากัน’ เท่านั้น ที่จะช่วยให้องค์กรดึงศักยภาพของคนเก่งออกมาได้มากที่สุด
คนเก่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับองค์กร แต่การทำงานร่วมกันได้ของคนเก่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสำหรับองค์กร ปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของคนเก่งจึงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่หลายๆ คนคิด เพราะมันสามารถทำให้องค์กรสูญเสียประโยชน์จากการมีบุคลากรเก่งหลายคน แทนที่จะได้ประโยชน์จากคนเก่งเหล่านั้น เพราะพวกเขาทำงานแบบต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ยึดติดกับมุมมองและวิธีการที่ตัวเองเชื่อมั่น จนนำไปสู่ความขัดแย้ง การแข่งขัน และประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอย
แต่หากคนเก่งของเราสามารถทำงานร่วมกันได้ ความแตกต่างที่เคยเป็นความขัดแย้งจะกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ของพวกเขา คนที่มองภาพใหญ่จะได้รายละเอียดที่ตัวเองอาจมองข้าม คนที่ยึดอยู่กับข้อเท็จจริงจะได้เห็นความหมายและความเป็นไปได้ใหม่ๆ คนที่เก่งเรื่องเหตุผลจะได้เข้าใจมิติของผู้คนมากขึ้น และคนที่ให้ความสำคัญกับผู้คนก็จะได้มุมมองที่ช่วยให้การตัดสินใจมีหลักการและตอบโจทย์เป้าประสงค์ขององค์กรมากขึ้นเช่นกัน การเรียนรู้ระหว่างกันและกันในลักษณะนี้ จะช่วยให้แต่ละฝ่ายได้แลกเปลี่ยน ท้าทาย เติมเต็ม และผลักดันให้เกิดการพัฒนากันและกันขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเก่งของแต่ละคนไม่ได้หยุดอยู่เพียงสิ่งที่ตัวเองรู้หรือถนัด แต่สามารถเติบโตขึ้นผ่านการทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย
พลอย (ปาจรียา) สุริวงค์
MBTI® Subject Matter Expert & Master Facilitator, ที่ปรึกษา, โค้ช





