เข้าใจสไตล์ความเป็นผู้นำและดูแลตัวเองจากความเครียดด้วย MBTI® PART1

ในองค์กรหนึ่งๆ เรามักพบว่าหัวหน้าแต่ละคนมีวิธีการบริหารทีมที่แตกต่างกัน บางคนเน้นเป้าหมาย บางคนเน้นความสัมพันธ์ บางคนชอบความเป็นระบบระเบียบ ในขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับการปรับตัวและการเปิดพื้นที่ให้คนในทีมได้เติบโตในแบบของเขา ความหลากหลายนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสไตล์ส่วนตัวของการเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับรูปแบบบุคลิกภาพ (Personality Type) ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของผู้นำแต่ละคนด้วย

จากกรอบแนวคิด MBTI เราสามารถทำความเข้าใจกับสไตล์ความเป็นผู้นำได้จากหลากหลายเลนส์ หนึ่งในเลนส์ที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือการมองผ่านความพึงใจ (Preference) 2 คู่สุดท้าย: Thinking–Feeling และ Judging–Perceiving

ความพึงใจสองคู่นี้ช่วยสะท้อนให้เราเห็นทั้ง “หลักการตัดสินใจ” และ “วิธีการจัดการงาน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำในทุกระดับ ความเข้าใจที่เราได้ผ่านการเรียนรู้เกี่ยวกับเลนส์นี้จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า หัวหน้าแต่ละคนมีวิธีตัดสินใจอย่างไร ทำงานแบบไหน และมีอะไรเป็นจุดแข็งเฉพาะตัวบ้าง 

 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้นำจะมีสไตล์แบบใด ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความท้าทายที่มาพร้อมกับบทบาทที่พวกเขาสวมใส่อยู่ ในหลายๆ ครั้ง ความเครียดเกิดจากความคาดหวังของคนรอบข้าง ความไม่แน่นอน การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง หรือแรงกดดันจากการต้องดูแลทั้งคนและงาน ความเครียดเหล่านี้ หากเราไม่เข้าใจที่มา อาจสะสมจนกระทบทั้งสุขภาวะของตัวผู้นำเองและบรรยากาศของทีมโดยรวม

ในบทความนี้ เราจะชวนคุณไปทำความเข้าใจกับสไตล์การเป็นผู้นำทั้ง 4 แบบผ่านมุมมองความพึงใจสองคู่สุดท้ายของเครื่องมือ MBTI®  และจะพาไปเรียนรู้เกี่ยวกับจุดแข็งจุดอ่อนของผู้นำแต่ละแบบ สิ่งที่มักทำให้รู้สึกเครียด และวิธีดูแลคามเครียดของตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้นำสามารถบริหารทั้งเส้นทางสู่เป้าหมายและพลังใจระหว่างการเดินทางของตนเองได้อย่างสมดุล


สไตล์การเป็นผู้นำแบบที่ 1 TJ (Thinking + Judging)

ไทป์: ESTJ, ENTJ, INTJ, ISTJ

ลักษณะนิสัยเด่น:

  • เป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน
  • ตัดสินใจเร็ว เน้นประสิทธิภาพ
  • ชอบวางแผนและควบคุมงาน
  • เน้นความถูกต้อง เหตุผล และมาตรฐาน

 จุดแข็ง:

  • มีทักษะการบริหารจัดการที่ชัดเจนและเห็นผลไว
  • นำทีมได้เด็ดขาด
  • มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง
  • วางแผนเก่ง และทำงานตรงตามกรอบเวลาที่วางไว้

จุดอ่อน:

  • อาจเข้มงวดและเน้นผลลัพธ์มากเกินไป จนมองข้ามความรู้สึกของคนในทีม
  • อาจฟังความคิดเห็นที่ต่างจากตนเองได้น้อย
  • มักมีวิธีการปฏิบัติงานที่ชัดเจน จนอาจจะไม่เปิดพื้นที่ให้กับวิธีการอื่นๆ ที่ไม่แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพ
  • อาจสร้างบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดเกินไป และกดดันสูง

 สิ่งที่มักทำให้รู้สึกเครียด:

  • ทีมไม่มีวินัย ไม่ทำตามแผนและกรอบเวลาที่วางไว้
  • การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน และ การไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  • การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และ ล่าช้า
  • ลูกทีมแสดงความรู้สึกมากเกินไปและไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผล

 วิธีจัดการและดูแลความเครียดของตัวเอง:

  1. เปลี่ยนมุมมองจาก “ควบคุมทุกอย่าง” เป็น “สร้างระบบที่ยืดหยุ่นได้”
    แทนที่จะพยายามควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามแผน 100% ลองสร้าง “ขอบเขต” ที่ชัดจน แต่เปิด “ช่องว่าง” ให้ทีมมีอิสระในการแก้ปัญหาในขอบเขตนั้น เช่น วาง deadline โดยให้ทีมเลือกวิธีการเอง สิ่งนี้จะช่วยลดความรู้สึกว่า “ใครๆ ก็ไม่ทำตามที่เราวางไว้” และยังคงรักษาผลลัพธ์ที่ต้องการไว้ได้
  2. สื่อสารเป้าหมายปลายทางให้ชัด แล้ว “ปล่อย” รายละเอียดบางส่วน
    ผู้นำสไตล์ TJ มักรู้สึกเครียดเมื่อเห็นงานล่าช้า หรือไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน วางเป้าหมายหลักให้ชัด เช่น “ลูกค้าต้องเห็น mock-up ภายในวันศุกร์” แล้วให้ทีมเลือกวิธีการเองในบางส่วน วิธีนี้ช่วยลดความเครียดจากการ “แบกทุกอย่างไว้คนเดียว” และเปิดโอกาสให้ทีมได้เติบโต
  3. หาเวลาพักจาก “การรับมือกับความรู้สึก” ชั่วคราว
    เมื่อเจอสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์หรือไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ให้เวลาตัวเองได้พักจากสถานการณ์นั้นๆ ชั่วครู่ เช่น เดินออกไปหายใจลึกๆ และชมวิวจากธรรมชาติ
  4. พัฒนาทักษะการฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathetic Listening)
    แม้ผู้นำสไตล์ TJ จะให้คุณค่ากับข้อมูลและเหตุผล แต่การฝึกฟังโดยไม่ต้องเสนอทางแก้ในทันที จะช่วยลดความตึงเครียดจากการพยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ และยังช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับคนในทีมมากขึ้น
  5. หมั่นเติมพลังให้ตัวเองด้วยกิจกรรมที่ให้ความรู้สึกว่า “เราคุมได้”
    เลือกกิจกรรมส่วนตัวที่อยู่กับระบบหรือโครงสร้าง เช่น การจัดบ้าน การพัฒนาทักษะใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือออกกำลังกายตามโปรแกรม สิ่งเหล่านี้จะช่วยคืนสมดุลและทำให้รู้สึกว่ากลับมาอยู่ในโหมด “จัดการได้” อีกครั้ง

 

สไตล์การเป็นผู้นำแบบที่ 2 TP (Thinking + Perceiving)

ไทป์: ENTP, ESTP, INTP, ISTP

ลักษณะนิสัยเด่น:

  • ชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • ยืดหยุ่น คิดไว สร้างสรรค์
  • รักอิสระ ชอบท้าทายระบบเดิมๆ ชอบหาแนวทางใหม่
  • ชอบพูดคุยเชิงวิเคราะห์ ชอบการกระตุ้นความคิด

 จุดแข็ง:

  • คิดนอกกรอบ สนใจนวัตกรรมหรือเครื่องมือทุ่นแรง
  • ปรับตัวเร็วในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
  • วิเคราะห์ปัญหาเก่ง ไม่ยึดติดกับอารมณ์
  • มีเสน่ห์ สนุก และกล้าลอง

 จุดอ่อน:

  • อาจเปลี่ยนใจบ่อย ไม่มีความแน่นอนในการตัดสินใจ
  • อาจไม่มีระบบหรือโครงสร้างในการทำงานที่ชัดเจน และ ไม่มีการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
  • อาจไม่ใส่ใจรายละเอียดในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกของคน
  • อาจเปิดพื้นที่ให้กับวิธีการที่หลากหลาย จนไม่มีตัวอย่างหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน

 สิ่งที่มักทำให้รู้สึกเครียด:

  • การถูกบังคับให้ทำตามระบบตายตัว ไม่มีพื้นที่ให้กับการทดลอง
  • งานที่ซ้ำซาก ไม่ได้ใช้ไอเดียหรือวิธีการใหม่ๆ
  • การประชุมที่เน้นรายงาน ไม่ได้แลกเปลี่ยนความคิด
  • ลูกทีมแสดงความรู้สึกมากเกินไปและเรียกร้องให้แสดงความรู้สึกตอบ

 วิธีจัดการและดูแลความเครียดของตัวเอง:

  1. สร้าง “พื้นที่ทดลอง” ในระบบที่จำเป็นต้องทำตาม
    แม้บางงานจะมีโครงสร้างหรือระบบที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ผู้นำสไตล์ TP สามารถลดความรู้สึกถูกจำกัดได้ด้วยการแทรกพื้นที่เล็กๆ สำหรับการทดลองไอเดียใหม่ หรือปรับวิธีการทำงานในจุดที่ยังพอมีอิสระ เช่น ลองเปลี่ยนวิธีนำเสนอ ใช้เครื่องมือใหม่ หรือจัดกิจกรรมสั้นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกว่ายังได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และไม่ถูกจำกัดมากเกินไป
  2. สลับงานที่ซ้ำซากกับกิจกรรมที่กระตุ้นสมอง
    แทนที่จะฝืนทำงานจำเจต่อเนื่อง ลองจัดเวลาระหว่างวันให้มี Task ที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือได้ลองอะไรใหม่ๆ เช่น การตั้งโจทย์ที่ท้าทายให้กับทีม หรือ คิดไอเดียใหม่ๆ สำหรับโปรเจกต์ในอนาคต
  3. เปลี่ยนจาก “การรายงาน” เป็น “การแลกเปลี่ยน” ในที่ประชุม
    ผู้นำสไตล์ TP มักรู้สึกหมดแรงหากต้องนั่งฟังการประชุมที่เน้นการสรุปหรือการรายงานให้ทราบ ลองใช้คำถามที่กระตุ้นความคิด เช่น “ใครมีมุมมองที่ต่างจากนี้ไหม” หรือ “ถ้าเราลองวิธีอื่นจะเกิดอะไรขึ้น” เพื่อทำให้การประชุมน่าสนใจและรู้สึกว่าเราได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลง
  4. ฝึกรับมือกับอารมณ์โดยไม่ต้อง “รู้สึกตาม”

ลองมองว่าการฟังเรื่องความรู้สึกไม่ใช่การต้องรู้สึกไปด้วย แต่เป็นแค่การเก็บข้อมูลว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร เพื่อช่วยให้เราทำงานกับเขาได้ดีขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่าตนเองยังอยู่ในโหมดเหตุผล แต่สามารถเชื่อมโยงกับคนในทีมได้ดีขึ้น และเป็นการช่วยลดความขัดแย้งทางอารมณ์ในระยะยาว

  1. เติมพลังด้วยสิ่งที่ “เปิดกว้าง และไม่มีกรอบ”
    เมื่อเครียดจากข้อจำกัดต่างๆ ให้หากิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกเป็นอิสระ เช่น การคุยเล่นกับคนที่ชอบต่อยอดไอเดีย การดูคลิปที่ท้าทายความเชื่อ หรือแม้แต่การเล่นเกมแนว Open-World สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สมองกลับมาแอคทีฟ และรู้สึกมีไฟอีกครั้ง

 

 

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] หรือโทร 02 258 6930-35